เมื่อไหร่ที่คุณควรเรียนปริญญาโท MBA

การเรียนปริญญาโท คือประสบการณ์ที่เซลล์ร้อยล้านเองก็ได้ลิ้มรสอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก่อนหน้านี้ผมพูดตรงๆ เลยว่าไม่เคยมีความคิดที่จะเรียนปริญญาโทเลยแม้แต่น้อยครับ

เพราะผมเคยคิดไปเองว่าการเรียนปริญญาโทนั้นมันเป็นเรื่องที่เสียเวลา เรียนไว้เพื่ออัพเงินเดือน หรือเรียนไปงั้นๆ แต่บางคนได้เงินเดือนน้อยกว่าเด็กวุฒิปริญญาตรีด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าไม่ใช่หนทางแห่งความร่ำรวยตามชีวิตเศรษฐที่เคยอ่านหนังสือมาเลยแม้แต่น้อย (สารภาพเลยครับ)

ใช่ครับ มันคือความจริงที่คุณจะรวยนั้นมันไม่ได้ยากเกินความสามารถของคุณหลายๆ คนเป็นพ่อค้าแม่ค้าเปิดท้ายขายของมาก่อนแล้วสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเศรษฐีได้ มีบทเรียนชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จมากมายให้คุณได้ศึกษาที่สำคัญคือแต่ละคนไม่ได้เรียนปริญญาโทหรือจบสูงมาด้วยซ้ำ

แต่พอผมได้คลุกอยู่กับวงการสตาร์ทอัพและธุรกิจระดับสูงแบบองค์กร (B2B) สิ่งนี้และครับที่เปรียบได้กับการไขว่คว้าโอกาสแบบที่ผมถนัดมากกว่า คำว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว นั้นมีอยู่จริง ธุรกิจที่เป็นรูปแบบบริษัทจะมีความต่างกับธุรกิจที่รวยแบบSME อย่างเห็นได้ชัด มันจะมีเรื่ององค์กร ภาพลักษณ์ ตำแหน่ง หน้าตาทางสังคมฯลฯ เข้ามา

หลักสูตรปริญญาโท โดยเฉพาะปริญญาบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต (MBA:Master of Busines Administrator) เป็นหลักสูตรปริญญาโทที่เรียนเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ จึงมีบทบาทสำคัญในโลกของธุรกิจ และมีนักธุรกิจมากมายที่ต้องมีวุฒิปริญญาโทหลักสูตรนี้

ผมจึงขอแชร์เหตุผลว่าเมื่อไหร่คุณถึงจะพร้อมเรียน MBA กันเลยครับ

1. เมื่อคุณมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีพอ

อย่าริจะเรียน MBA เพื่อเอาไว้หวังน้ำบ่อหน้าว่าเรียนจบแล้วจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นทะลุแสนหรือได้เป็นหัวหน้างานทันทีหลังเรียนจบ แต่ประสบการณ์การทำงานต่างหากที่เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เว้นเสียแต่คุณจะเป็นลูก CEO หรือผู้สอบทอดกิจการพันล้าน ถ้าคุณยังเป็นแค่พนักงานระดับล่างและยังไม่ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นระดับผู้จัดการ (Manager) ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นหรือระดับกลางขึ้นไป คุณไม่จำเป็นต้องเรียนเลยครับเพราะการเรียนปริญญาโทจะบั่นทอนเวลาทำงานของคุณมากๆ

ต่อให้เรียนภาคค่ำ เสาร์อาทิตย์ก็เหอะ สู้เอาเวลาไปก้มหน้าก้มตาหาเงินและทำงานประจำจนได้เลื่อนขั้นในบริษัทชั้นนำจะดีกว่าครับ เพราะต่อให้คุณเรียนจบMBA อายุน้อยก็จริง แต่ตำแหน่งงานยังไปไม่ถึงไหน ภาษีของคุณย่อมน้อยกว่าคนที่ทำงานเก่งและมีประสบการณ์ที่ดี เผลอๆ เป็นลูกน้องเด็ก .ตรี ก็เพราะเหตุนี้นั่นเองครับ ที่สำคัญคือ MBA ที่เรียนแล้วได้ใช้แน่นอน คุณจะต้องทำงานอยู่ในฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือผลกำไรของบริษัท เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งงานเหล่านี้ล้วนต้องการคนที่มีทักษะการจัดการที่ผ่านการพิสูจน์จากหลักสูตร MBA ทั้งนั้นครับ

2. เมื่อคุณมีเงินมากพอ

การเข้าสู่โลกแห่งการทำงานเต็มตัวคงไม่ทำให้คุณต้องลำบากขอเงินพ่อแม่อีกต่อไป การเรียน MBA ถือว่าเป็นการลงทุนกับตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งคุณภาพจะดีหรือไม่ดีก็ต้องขึ้นอยู่กับสถาบันและ “ค่าเทอมที่คุณจ่าย (ฮาก็แน่ล่ะครับว่าหลักสูตรMBA ไม่มีรัฐบาลช่วยอุ้มเหมือนป.ตรี แน่นอน เงินในกระเป๋าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงการซื้อโอกาสและคอนเนคชั่น รวมไปถึงวุฒิอันทรงเกียรติที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต ถ้าคุณเรียนพอใช้ได้ ไม่ได้โง่ จงเก็บเงินให้มากพอเพื่อซื้อโอกาสในการเรียนกับสถาบันที่มีชื่อเสียง ส่วนสถาบันโนเนมนั้น เซลล์ร้อยล้านไม่แนะนำเด็ดขาด แต่ถ้าพ่อแม่คุณมีเงินและพร้อมที่จะช่วยคุณก็ลุยได้เลยนะครับ ไม่ผิดที่จะใช้เงินพ่อแม่อีกเหมือนกัน

3. เมื่อคุณต้องการเป็นผู้บริหารระดับสูง (C-Level) ในบริษัทชื่อดัง

ตำแหน่งงานในฝันของชาวมนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนก็คือผู้จัดการ ผู้บริหารระดับสูง (C-Level) ไปจนถึง General Manager, Managing Director, CEO, President เป็นต้นในบริษัทที่มีชื่อเสียง ถือว่าเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของใครหลายๆคน เพราะนอกจากจะมี “หัวโขน ที่ทำให้คุณภูมิใจได้เต็มอก คุณยังจะได้เงินเดือนระดับหลายแสนไปจนถึงหลักล้าน รวมไปถึงสวัสดิการที่ดีเลิศ มีลูกน้องให้คุมเป็นสิบเป็นร้อยเป็นพัน มีเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือนพร้อมกับหุ้นในบางบริษัท งานในตำแหน่งนี้หลายๆ คนรวยกว่าทำธุรกิจส่วนตัวเยอะมาก

ตำแหน่งนี้จึงไม่มีการคัดคนแบบซี้ซั้วแน่นอน ซึ่งถ้าคุณจะก้าวขึ้นสู้ตำแหน่งระดับผู้บริหาร (Executive) โดยเฉพาะในบริษัทชื่อดัง ขอบอกเลยว่าแต่เสือ สิงห์ กระทิงแรดทั้งนั้น คนที่ถูกคัดเลือกมาจะมีความเก่งเหนือมนุษย์เช่นเดียวกับคุณในกรณีที่คุณเป็นตัวเลือก (Candidate) สำหรับระดับผู้บริหาร แต่ถ้าคุณไม่มีวุฒิ MBA ของสถาบันชื่อดัง คุณจะมีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะได้ขึ้นสู่ระดับ C-Level ครับ ยิ่งบริษัทมีชื่อเสียงมากขึ้นเท่าไหร่ วุฒิของคนระดับนั้นย่อมเทพขึ้นเท่านั้น จบยูดังแถมยังเป็นเมืองนอกอีกด้วย ลำพังถ้าคุณไม่ได้จบศศินทร์หรือสถาบันที่เทียบเคียงได้ ชาตินี้ไม่มีทางสู้เด็กจบนอกยูดังได้แน่นอน โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ ยิ่งสูงยิ่งหนาวมีจริง

4. เมื่อคุณต้องการซูเปอร์คอนเนคชั่น

คำว่าคอนเนคชั่นคงเป็นคำที่คุณได้ยินจนเบื่อ แต่มันก็คือเรื่องจริงที่หลักสูตรMBA จะมีคนที่คิดดี ใฝ่ดี ต้องการประสบความสำเร็จและต้องการก้าวหน้าเหมือนกับคุณ การได้เรียนกับบุคคลระดับสุดยอดจะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมายในการก้าวไปเป็นผู้ประกอบการในอนาคต เผลอๆ ไม่ต้องใช้เงินซักบาทถ้าคุณมีดีพอถ้าคุณเก่งหรือมีความสามารถ เช่น การขาย การตลาด หรือการเงิน เพื่อนร่วมรุ่นคุณนี่แหละที่จะชวนคุณทำธุรกิจ

มีหลายโมเดลธุรกิจตอนนี้ที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นเพื่อนร่วมรุ่น .โท ที่รวมตัวกันทำธุรกิจแบบคนเรียนหนังสือ ความเสี่ยงจึงมีน้อยกว่าพร้อมกับความรู้ที่มีมากกว่าจึงทำให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าได้เร็ว แต่ถ้าเป็นคนนิสัยไม่ดี ไม่สนใจโลก รักสันโดษ ไม่เอาสังคม ก็ต้องขอบอกว่าเลิกเฮอะ อย่าเรียนเลย เสียเวลาเปล่าๆ ครับ คอนเนคชั่นซื้อได้ด้วยเงิน บางคนได้แฟนดีๆ แถมยังมีสมองกับสิ่งที่คิดคล้ายๆ กับคุณด้วยนะเออ (ฮา)

5. เมื่อคุณอยากรวยขึ้น

ถ้าเรียนแล้วไม่คิดว่าจะรวยขึ้นก็อย่าเรียนมันเลยครับ หลักสูตร MBA คือหลักสูตรที่สอนคุณคิดเรื่องการบริหารภายในองค์กร ถ้าคุณทำงานตรงสายและมีวุฒินี้อยู่กับมือเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นกับโอกาสในการทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นหรือรุ่นพี่ย่อมทำให้ประตูสู่ความมั่งคั่งนั้นเปิดกว้างกว่าการอยู่แต่ในกะลาแล้วไม่ออกไปดูโลกว่าหมุนไปถึงไหนแล้วจงคิดเสมอว่าถ้าเลือกมาเรียนปริญญาโทก็ต้องได้อะไรกลับไปอย่างน้อยต้องมีฐานะที่รวยขึ้นในอนาคตอันใกล้แต่ถ้าเรียนไปเพื่อฆ่าเวลาขอบอกเลยว่าคุณไม่มีทางเอาวุฒิป.โท มาทำให้คุณรวยขึ้นแน่นอน

นี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้คุณลองลงทุนกับตัวเองเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคตนะครับ

Credit: https://bit.ly/3RwCA3i

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Share on linkedin
LinkedIn

ขอคำปรึกษา

Tag : การทำ is จ้างทำ is จ้างทำวิจัย จ้างทำวิทยานิพนธ์ จ้างทํางานวิจัย จ้างทําวิจัย ป.ตรี ราคา จ้างทําวิจัยราคา จ้างทําวิจัยราคาประหยัด จ้างทําวิจัย ราคาเท่าไหร่ จ้างทําวิทยานิพนธ์ จ้างทําวิทยานิพนธ์ราคา จ้างวิจัย ทําวิทยานิพนธ์ ทำงานวิจัย ทำงานวิทยานิพนธ์ บริการรับทำวิจัย รับจัดหน้าวิทยานิพนธ์ รับจ้างทำ is รับจ้างทํางานวิจัย ราคาถูก รับจ้างทํารายงาน รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ ราคาถูก รับจ้างเขียนรายงาน รับทำ is รับทำ powerpoint รับทำ spss รับทำ thesis รับทำดุษฎีนิพนธ์ รับทำวิจัย รับทำวิจัยราคาถูก รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำสารนิพนธ์ รับทำแบบสอบถาม รับทำโปรเจคจบ รับทํา thesis รับทํางานวิจัย รับทําปริญญานิพนธ์ รับทํารายงาน รับทําวิจัย ป.ตรี รับทําวิทยานิพนธ์ รับทําวิทยานิพนธ์ ป.โท รับทําวิทยานิพนธ์ ราคา รับทําวิทยานิพนธ์ราคาเท่าไหร่ รับทํา สารนิพนธ์ รับแปลงานวิจัย ราคารับทำวิทยานิพนธ์ วิจัย

Table of Contents

On Key

Related Posts

ก่อนตัดสินใจต้องรู้ ข้อดีข้อเสียการเรียนปริญญาเอก

ถึงเพื่อนๆที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะเรียนปริญญาเอกดีไหม? ลองมาดูข้อดีข้อเสียของการเรียนปริญญาเอกกันอีกสักครั้งก่อนการตัดสินใจครั้งสุดท้ายนะคะ มันอาจทำให้อะไร ๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้นค่ะ “ข้อดี” 1. วิชาที่ถูกออกแบบมาเพื่อคุณ เพื่อน ๆ จะได้เจาะลึกลงไปในขอบเขตที่ไม่คุ้นเคย จะได้ผลักดันตัวเองให้ลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์และอาจสร้างความแตกต่างได้ค่ะ มันเปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ ได้ใช้ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของความคิดตัวเอง ค้นคว้าและวิจัย เพื่อน ๆ จะเป็นคนที่ขยายขอบเขตความรู้ของมนุษย์ในเรื่องที่ศึกษา 2. มุมมองต่อโลก มุมมองของโลกที่เพื่อน ๆ เห็นจะเปลี่ยนไปตลอดกาลค่ะ

เทคนิคพรีเซนต์งานยังไงให้ดูเป็นมืออาชีพ

ทักษะการนำเสนอและพูดในที่สาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตของการทำงานเนื่องจากเรามักต้องพรีเซนต์งานหรือเรียนอยู่เสมอๆ และวันนี้เราได้รวบรวม 7 เทคนิคพรีเซนต์งานยังไงให้ดูเป็นมืออาชีพ มาให้คุณได้เตรียมพร้อมกัน เทคนิคเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารของการนำเสนองานให้ดูมั่นใจและน่าเชื่อถือในการพูดต่อหน้าคนอื่นมากยิ่งขึ้น 1. เริ่มด้วย “ทำไม” วัตถุประสงค์ในการนำเสนอครั้งนี้คืออะไร คุณต้องการจะโน้มน้าวผู้ฟังให้เชื่อคุณเรื่องอะไร หรืออยากให้เขาทำอะไร และประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับจากคุณคืออะไร 2. ทำความรู้จักกับกลุ่มผู้ฟัง การทำการบ้านเกี่ยวกับกลุ่มผู้ฟังก่อนเสมอ หากคุณรู้ว่าพวกเขาเชื่อและสนใจในสิ่งใดบ้าง มันจะเอื้อประโยชน์เป็นอย่างมากในการนำเสนอและโน้มน้าวผู้ฟัง และคุณสามารถปรับสไตล์การพูด คำพูดที่ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังได้อีกด้วย 3. นำเสนอด้วยภาพและคงความเรียบง่าย ควรใช้ภาพเป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลแทนข้อความยาวๆและตัวเลขทางสถิติต่างๆ เพราะข้อมูลที่คุณต้องการนำเสนอนั้นจะเป็นที่จดจำมากกว่าหากเป็นภาพที่น่าสนใจ และควรหลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลที่มากเกินไป พยายามใช้ข้อความในแต่ละสไลด์ให้ กระชับและชัดเจน 4. บอกเล่าด้วยเรื่องราว และเป็นตัวเอง การพรีเซนต์งานด้วยข้อมูลหนักๆและตัวเลขทางสถิติอาจจะทำให้คุณดูมีความรู้แต่แน่นอนว่าอาจไม่มีใครจำสิ่งที่คุณพูดได้ ในทางกลับกัน การบอกเล่าด้วยเรื่องราว อารมณ์ และมุ่งเน้นความสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำให้ผู้ฟังจดจำได้ดีกว่า 5. ฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมเสมอ หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “Practice makes perfect” กันมาแล้ว ฉะนั้นคุณควรฝึกซ้อมการพรีเซนต์ให้มากเท่าที่คุณทำได้ พร้อมทั้งทบทวนเนื้อหาและจดจำลับดับของสไลด์ให้ดี คุณอาจใช้วีดีโอบันทึกภาพขณะที่ฝึกซ้อมเอาไว้ เพื่อดูจุดบกพร่องและนำมาแก้ไขต่อไป นอกจากนั้นแล้ว คุณไม่ควรอ่านจากสไลด์หรือสคริปท์โดยตรง แต่ควรใช้เพียงโน๊ตสั้นๆและเล่าด้วยจังหวะที่เป็นธรรมชาติ 6. ลองใช้กฎ “10 นาที” ผู้ฟังอาจหมดความสนใจหากคุณพูดนานเกินไป ลองใช้กฎ “10 นาที” มาปรับใช้กับการพรีเซนต์งานของคุณ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนไม่ควรพูดนานเกิน 10 นาที จากนั้นอาจเว้นด้วยการให้รับชมภาพประกอบ หรือวีดีโอ แล้วจึงนำเสนอเนื้อหาในส่วนถัดไป 7. มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง หากคุณพูดเพียงคนเดียวเป็นเวลานานๆ ผู้ฟังอาจเกิดความเบื่อหน่ายได้ ฉะนั้นคุณอาจลองให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมโดยการเปิดโอกาสให้ออกความเห็นหรือตั้ง คำถามบ้าง เพื่อดึงสติผู้ฟัง และเช็กว่าผู้ฟังยังคงจดจ่ออยู่กับการนำเสนอของคุณ

เทคนิคแก้ภาวะ BURNOUT SYNDROME

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอปัญหานี้อย่างแน่นอน หรือถ้าใครไม่รู้ว่าอาการมันเป็นยังไงมาทำความรู้จักกัน BURNOUT SYNDROME ภาวะการหมดไฟคืออะไร? BURNOUT SYNDROME คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียด จนบางครั้งรู้สึกมีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ เบื่อหน่าย ไม่หยิบจับทำอะไร รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ มองงานที่กำลังอยู่ในเชิงลบ ขาดความสุข สนุกในเนื้องาน หมดแรงจูงใจประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง บางรายอาจรู้สึกเหินห่างจากเพื่อนร่วมงาน จนทำให้ความมีความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงไม่อยากทำอะไร ไม่มีอารมณ์เขียนงานวิจัย พฤติกรรมที่จะทำให้เราเป็น BURNOUT SYNDROME  มันเป็นความอ่อนล้าทางอารมณ์ จิตใจ และร่างกายจากการที่เราต้องเผชิญหน้ากับงานที่หนักมากก และเครียดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น

มุมมองการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยแนวคิด บัว 4 เหล่า

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินหลักคำสอนจากพระพุทธเจ้า เรื่อง บัว 4 เหล่า มาก่อน พระองค์ได้ทรงพิจารณาแล้วเห็นพระธรรมที่ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อนและยากต่อบุคคลทั่วไปจะเข้าใจ รับรู้ และสามารถปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง และพบว่าบุคคลทั้งหลายบนโลกใบนี้ มีหลากหลายจำพวก บางคนสามารถสอนธรรมให้บรรลุธรรมได้ง่าย บางคนอาจต้องได้รับการชี้แนะหรือฝึกฝน และบางคนก็สอนไม่ได้เลย ซึ่งความแตกต่างของแต่ละบุคคลเหล่านี้ พระพุทธเจ้าจึงได้นำมาเปรียบเทียบกับลักษณะของดอกบัว 4 เหล่า ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้อสังสัยกันว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มไหน และหากอยากจะพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเรา วิธีไหนเหมาะสมที่สุด 1. อุคฆฏิตัญญู คือ