ทฤษฎีหรือหลักการที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่จะทำ ผู้วิจัยจะต้องค้นคว้าให้ได้มากพอสมควร เพื่อไม่ให้การวิจัยไปซ้ำซ้อนกับงานวิจัยของคนอื่น หรือช่วยให้การทำวิจัย มีความคมชัด ถูกทิศทางมากยิ่งขึ้น (คล้ายคนเราจะทำอะไร ก็มีการสำรวจดูทำเล หรือตรวจสอบความจริงบางอย่าง เพื่อป้องกันความบกพร่อง หรือความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น) การเขียนเอกสารอ้างอิงต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1 ลำดับเหตุการณ์ก่อน หลัง ถ้าเป็นเรื่องของสถานศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียน ต้องกล่าวถึงหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเสมอ (ส่วน พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องมีมาก่อนหลักสูตร ไม่ต้องกล่าวถึงก็ได้)
2 ความทันสมัยของเอกสาร ไม่ควรเป็นเอกสารที่ผลิตมานานเกินไป เว้นแต่เอกสารที่มีคุณค่า มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป
3 ในหัวข้อนี้ต้องอ้างอิงข้อความที่นำมาใช้ให้ถูกหลักเหตุและผล (เช่นอ้างหลายหน้าแต่เอามาน้อยหน้าเสมือนสรุปมาก็ได้ แต่อ้างจำนวนน้อยหน้าเมื่อเอามาจริงมากหน้ากว่าที่อ้าง เท่ากับเขียนงานโกหก)
4 การอ้างอิงเอกสารตำราต้องอ้างอิงชื่อผู้แต่ง หรือถาบันแห่งนั้น ไม่ใช่อ้างชื่ออิงเอกสาร ตำรา หากนำข้อความจากงานวิจัยของคนอื่น ก็ไม่ใช่อ้างอิงชื่อผู้วิจัย ต้องอ้างอิงเจ้าของข้อความจึงต้องอ้างอิงต่อให้ถึงผู้เป็นเจ้าของเอกสาร ตำรา
7 สัญญาณว่างานวิจัยของคุณกำลัง “ไปผิดทาง” 🚩📚
อย่าให้จำนวนหน้าหลอกตา… เพราะงานที่ “เดินหน้า” อาจไม่ใช่การเดินไปสู่ “เป้าหมาย” ที่ถูกต้อง การทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์คือการสร้างตึก หากรากฐานหรือโครงสร้างผิดเพี้ยน ยิ่งสร้างสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะพังทลายลงมาก็ยิ่งมากเท่านั้น หลายคนรู้สึกสบายใจที่เห็นเนื้อหาในเล่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากคุณกำลังเผชิญกับสัญญาณเหล่านี้ นั่นคือสัญญาณเตือนให้คุณต้องหยุดและทบทวนทิศทางโดยด่วน 🔍 7 Red Flags ที่นักวิจัยต้องระวัง 🔎 📍 1. หัวข้อวิจัยยังคลุมเครือ (Blurry Research Topic)