เคล็ดลับการเรียน – เรียนให้เป็น ไม่ใช่เรียนให้หนัก

เคล็ดลับการเรียน – เรียนให้เป็น ไม่ใช่เรียนให้หนัก
ทุกคนต่างก็มีวิธีการเรียนเป็นของตัวเอง เพราะการเรียนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่มี ‘สูตรสำเร็จ’ เพียงสูตรเดียว ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการเรียน คือวิธีที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด
แทนที่จะ ‘เรียนให้หนัก’ เราควรจะ ‘เรียนให้เป็น’ ถามตัวเราเองว่า จะสร้างสุขนิสัยที่ดีในการเรียนให้ได้ประโยชน์เต็มที่อย่างไรบ้าง วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาที่เสียไปกับการเรียนได้อีกด้วย
สถานที่นั้น สำคัญไฉน?
แม้งานวิจัยบางชิ้นพบว่าคาเฟ่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับทำการบ้านและอ่านหนังสือ (บรรยากาศเสียงรอบข้าง อุณหภูมิอบอุ่น แสงสบายตา ยังไม่รวมกาแฟแก้ง่วงที่ขายในร้าน) แต่ข้อสรุปนี้ก็ไม่ได้เป็นจริงสำหรับทุกคนเสมอไป
หากเป็นคนหนึ่งที่ความพลุกพล่านและเสียงรอบตัวในคาเฟ่ทำให้สมาธิกระเจิดกระเจิง ลองเปลี่ยนที่อ่านหนังสือจากคาเฟ่มาเป็นห้องสมุดสาธารณะเงียบสงบใกล้บ้านดูสิ
อีกทางเลือกที่คนนิยมคือการอ่านที่บ้าน ซึ่งบางครั้งความสะดวกสบายของบ้านตัวเองเป็นอุปสรรคตัวร้ายที่ทำให้ไม่ได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ บางครั้งเราก็อยากอ่านหนังสือชิวชิว แต่ก็ไม่ชิวถึงขั้นอยากล้มตัวลงนอนบนเตียงซะหน่อย
เสียง…มากน้อยแค่ไหนถึงจะดี?
จากการศึกษาพบว่า บรรยากาศเงียบๆ ช่วยเราเอาชนะการทำงานยากๆ ได้ แต่ก็มีบางส่วนเห็นว่า เสียงรอบข้างแบบพอดีๆ ไม่ดังจนเกินไปต่างหากที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีกว่า
จากการทดลองพบว่า เสียงรอบข้างประมาณ 70 เดซิเบล (แบบที่ได้ยินตามคาเฟ่ทั่วไป) ดีต่อการทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่หากดังมากไปกว่านั้น (อย่างการอยู่ในคาเฟ่ที่เสียงดัง หรือนั่งใกล้เครื่องบดกาแฟ) อาจส่งผลให้เกิดความดันโลหิตและความเครียดที่เพิ่มขึ้น ทำให้สมองรับข้อมูลได้น้อยกว่าปกติ
บางคนชอบฟังเพลงคลอไปขณะอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน ซึ่งหลายคนก็มองว่าทำให้เสียสมาธิ ลอง
ฟังแนวเพลงที่จะไม่ทำให้เราหลุดโฟกัสขณะอ่านหนังสือ เช่น เพลงนีโอคลาสสิคของ Nils Frahm, Max Richter, Olafur Arnalds เพลงแจ็สของ Chet Baker, Dave Brubeck, Jimmy Smith, Duke Jordan เพลงโมเดิร์นอย่าง Mogwai, BADBADNOTGOOD, Nightmares on Wax เป็นต้น
เรียนช่วงไหนเวิร์คสุด?
ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับคำถามนี้ นักวิจัยบางคนแนะนำว่าให้ใช้เวลาช่วงเช้าเรียนบทเรียนใหม่ๆ และนำความรู้ตรงนั้นมาปรับใช้กับความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วในช่วงกลางวัน-เย็น แต่สุดท้า ยแล้วก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน
ตอนเช้า
ร่างกายเรามีพลังงานเหลือเฟือ
มีสถานที่ให้เลือกเยอะมากกว่า
หากมีคำถามไม่เข้าใจก็สามารถถามคนอื่นได้ทันที
แสงธรรมชาติดีต่อสายตาและสมาธิมากกว่า
แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิมากกว่า
ตอนกลางคืน
• เงียบสงบ
• ช่วงกลางคืน ความคิดสร้างสรรค์เราจะโลดแล่นมากกว่าปกติ รับรู้คอนเซ็ปต์ต่างๆ ในมุมมองที่ต่างจากเดิม
• มีสถานที่ให้เลือกน้อยลง ซึ่งสถานที่เหล่านั้นก็มักจะคนน้อย
• บางงานวิจัยพบว่ามนุษย์กลางคืนฉลาดกว่าคนที่ตื่นเช้า
เรียนนานแค่ไหน?
การพักสายตาจากการอ่านหรือการเรียนเป็นเรื่องสำคัญ นักสังคมศาสตร์ได้ทำการทดลองและพบว่า
52 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมต่อการเรียนในหนึ่งช่วง ก่อนที่จะพักอีก 17 นาที แม้ว่าจะฟังดูตลก แต่ว่าหัวใจสำคัญของการพักนั้น ไม่ใช่แค่การอู้งานเฉยๆ แต่เป็นการทำให้เราสามารถกลับมาเรียนต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเรียนหรืออ่านหนังสือติดต่อกันนานๆ ทำให้สมาธิลดลงเรื่อยๆ จนง่วงนอน ลองละสายตาจากหนังสือสักครู่แล้วทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายเล็กน้อย จะสังเกตได้ว่าเราจะมีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น แถมสมองยังรับข้อมูลได้มากกว่าการอ่านหนังสือยาวๆ โดยไม่พักเลย
คนเดียวหัวหายหรือสองคนเพื่อนตาย?
ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องที่เราเรียนเป็นเรื่องอะไร มีการค้นพบว่าการเรียนเป็นกลุ่มได้ผลมากกว่าเรียนคนเดียว เพราะช่วยให้เกิดการกระตุ้นซึ่งกันและกัน สามารถผลัดกันถาม-ตอบเรื่องที่เรียนได้ ช่วยสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อเหมือนเคย
อย่างไรก็ตาม การเรียนเป็นกลุ่มอาจกลายเป็นอุปสรรค เราอาจจะตั้งใจเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งกับเพื่อน
แต่ดันจบลงที่การคุยกันเรื่องไปเที่ยวตอนปิดเทอม ดังนั้น จึงควรเลือกอ่านหนังสือกับเพื่อนที่ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือเหมือนกับเรา และแยกเวลาเล่นกับเวลาเรียนให้เหมาะสม
สุดท้ายแล้ว วิธีเรียนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือ วิธีที่เหมาะสมกับตัวเราเองที่สุดต่างหาก ฉะนั้น ก่อนจะเริ่มลงมืออ่านหนังสือครั้งหน้า อย่าลืมนึกถึงสภาพแวดล้อมที่เราชอบที่สุดในการเรียน ยิ่งรู้ว่าเราเหมาะกับบรรยากาศการเรียนแบบไหน ยิ่งทำให้เราเรียนได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Share on linkedin
LinkedIn

ขอคำปรึกษา

Tag : การทำ is จ้างทำ is จ้างทำวิจัย จ้างทำวิทยานิพนธ์ จ้างทํางานวิจัย จ้างทําวิจัย ป.ตรี ราคา จ้างทําวิจัยราคา จ้างทําวิจัยราคาประหยัด จ้างทําวิจัย ราคาเท่าไหร่ จ้างทําวิทยานิพนธ์ จ้างทําวิทยานิพนธ์ราคา จ้างวิจัย ทําวิทยานิพนธ์ ทำงานวิจัย ทำงานวิทยานิพนธ์ บริการรับทำวิจัย รับจัดหน้าวิทยานิพนธ์ รับจ้างทำ is รับจ้างทํางานวิจัย ราคาถูก รับจ้างทํารายงาน รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ ราคาถูก รับจ้างเขียนรายงาน รับทำ is รับทำ powerpoint รับทำ spss รับทำ thesis รับทำดุษฎีนิพนธ์ รับทำวิจัย รับทำวิจัยราคาถูก รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำสารนิพนธ์ รับทำแบบสอบถาม รับทำโปรเจคจบ รับทํา thesis รับทํางานวิจัย รับทําปริญญานิพนธ์ รับทํารายงาน รับทําวิจัย ป.ตรี รับทําวิทยานิพนธ์ รับทําวิทยานิพนธ์ ป.โท รับทําวิทยานิพนธ์ ราคา รับทําวิทยานิพนธ์ราคาเท่าไหร่ รับทํา สารนิพนธ์ รับแปลงานวิจัย ราคารับทำวิทยานิพนธ์ วิจัย

Table of Contents

On Key

Related Posts

อาจารย์กับการทำงานวิจัย สู่การต่อยอดด้านการสอน
“ณ วันนี้งานวิจัยถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดด้านการศึกษา อาจารย์ผู้สอนจึงต้องทำวิจัยให้มากเพื่อให้การสอนมีความแปลกใหม่และหลากหลาย”

การศึกษาในระดับปริญญาโทนั้น ยังมีหลายๆ คนสงสัยในการเลือกเรียนระหว่างแผน ก กับ แผน ข ซึ่งไม่เข้าใจว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

และแผนไหนจะตรงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการของเรา ดังนั้นเราขอนำความเห็นจากหลายๆ แหล่งมาประมวลมาให้อ่านกัน ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางให้ได้ตัดสินใจกันและหวังว่าคงมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อย และสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ก่อนว่า “เราจะเรียนต่อในระดับปริญญาโททำไม? เรียนเพื่อไปทำอะไร?” แผน ก (ทำวิทยานิพนธ์) และ แผน ข (การค้นคว้าอิสระ)หลักสูตรในแผน ก เป็นหลักสูตรที่มีการทำงานวิจัยเป็น “วิทยานิพนธ์” (12 หน่วยกิต)โดยมุ่งเน้นทักษะการทำวิจัยเต็มรูป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนางานในหน้าที่ และเพื่อเตรียมตัวสำหรับการศึกษาต่อ ในระดับสูงขึ้นหรือปริญญาเอก (ดร.) ในโอกาสต่อไป

การจ้างทำวิทยานิพนธ์ไม่ได้แปลว่า “โง่”

บทความนี้คุณอาจตกใจนิดหน่อยกับคำว่า “โง่” แต่ขอบอกเลยว่าเมื่ออ่านบทความนี้คุณจะเข้าใจว่าทำไมคนที่จ้างทำวิทยานิพนธ์ หรือว่าจ้างทำวิจัยอื่นๆ ถึงไม่ได้โง่ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณลองตอบคำถามที่เราจะถามต่อไปนี้สัก 2-3 ข้อ  เรามาเริ่มตอบคำถามเหล่านี้ทีละข้อกันดีกว่า เพื่อพิสูจน์ว่าคนจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น ไม่ได้โง่ !!! 1. ใบปริญญาบัตรที่ได้นั้นจากการศึกษานั้น ได้จากการทำงานวิจัยอย่างเดียวใช่หรือไม่? ในการจบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย โดยได้รับใบปริญญาบัตรและได้สวมชุดครุยนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ thesis เพียงอย่างเดียว ในการเรียนมหาวิทยาลัยมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องเชื่อมโยงกันจึงจะสามารถจบจากรั้วมหาวิทยาลัยได้  ไม่ว่าจะเป็นการจบชั้นปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก นักศึกษาทุกคนต้องเข้าคลาสเพื่อเรียนเอาความรู้ไปใช้ในการสอบ ในการจะจบปริญญาท่านต้องสามารถเข้าใจเนื้อหา และสอบผ่าน ท่านต้องผ่านกระบวนการเหล่านี้มาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะได้ทำ thesis หากท่านไม่สามารถสอบผ่านไม่เข้าใจบทเรียนท่านคนถูกรีไทร์ออกไปนานแล้วใช่หรือไม่ 2. หากผู้ว่าจ้างบริษัทรับทำวิจัยไม่ตรวจสอบผลงานวิจัย จะสามารถตอบคำถามอาจารย์ที่ปรึกษา และผ่าน thesis ได้ไหม?

3 ขั้นตอน วิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย

ในบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย บอกเล่าถึงลำดับขั้นตอนในการทำงาน และปัญหาเบื้องต้นที่อาจจะพบเจอในระหว่างทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัยให้เข้าใจง่ายขึ้น “รวบรวม, จำแนก, วิเคราะห์” ลำดับขั้นตอนทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย 1. รวบรวม โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการออกไปลงพื้นที่เพื่อทำการสอบถามกลุ่มตัวอย่างประชากรที่ได้กำหนดคุณลักษณะไว้ให้ทำแบบสอบถามงานวิจัย และนำมาทำการตรวจสอบว่ากลุ่มประชากรได้ทำการตอบคำถามครบถ้วนหรือ จำนวนประชากรได้ทำการตอบคำถามครบตามจำนวนที่กำหนดไว้หรือไม่  เพราะถ้าหากตอบคำถามแบบสอบถามงานวิจัยไม่ครอบถ้วนและไม่ตรงตามจำนวนประชากรที่กำหนดจะส่งผลทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลคาดเคลื่อน ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่สามารถตอบคำถามที่ตั้งสมมติฐานไว้ได้อย่างถูกต้องและชัดเจน 2. จำแนก เมื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเป็นขั้นตอนของการคีย์ข้อมูลลงในโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ SPSS เพื่อทำการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการตอบคำถามในแบบสอบถามงานวิจัย โดยการกำหนดการตั้งค่ารหัสข้อมูลที่ใช้ในการแทนผลต่างๆ ออกมาในรูปแบบสถิติที่ทำการวิเคราะห์ในการทำงานวิจัยนั้นๆ  3. วิเคราะห์ ทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัยออกมาในรูปแบบข้อมูลทางสถิติตามที่กำหนดไว้ในเนื้อหางานวิจัย โดยทำการแปรผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับเพื่อทำการเรียบเรียงเนื้อหาที่จะใช้นำเสนองานวิจัย และใช้ตอบคำถามในการทำงานวิจัย