รูปแบบการเขียนบทความ

รูปแบบการเขียนบทความ

  1. การพิจารณาบทความ
    วารสารการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา มีนโยบายรับพิจารณาบทความหรือข้อเขียนในสาขานิเทศศาสตร์ การประชาสัมพันธ์และการโฆษณา การตลาดและการตลาดเพื่อสังคม หรือในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จากนักวิชาการนิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ และบุคคลทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงสถานที่ทำงาน สถาบันการศึกษา หรือศาสนาของผู้เขียน นอกจากนี้ ผลงานดังกล่าวต้องได้มาตรฐานตามที่กองบรรณาธิการวารสารฯ ได้กำหนดไว้ โดยผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องและกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ วารสารการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา จะไม่พิจารณาบทความหรือข้อเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วในที่อื่นๆ
    เพื่อความสะดวกในการอ่านและให้ความเห็นของกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิขอให้ผู้เขียนบันทึกต้นฉบับเป็นไฟล์ Microsoft Word (เวอร์ชั่น 97 ขึ้นไป) และใช้รูปแบบการเขียนบทความตามที่วารสารกำหนด
    กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตกแต่งต้นฉบับในด้านภาษาและตัวสะกดการันต์ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย สำหรับบทความหรือข้อความที่ส่งมาให้พิจารณา กองบรรณาธิการจะไม่ส่งไฟล์ต้นฉบับคืนไปยังผู้เขียน จึงขอให้เจ้าของบทความหรือข้อเขียนโปรดเก็บต้นฉบับไว้อีกชุดหนึ่งด้วย
  2. รูปแบบการเขียนบทความ
    กองบรรณาธิการอาจขอให้ผู้เขียนปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนและการอ้างอิงหากพบว่าต้นฉบับไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข และ/หรือไม่พิจารณาให้ลงตีพิมพ์ หากผู้เขียนไม่ปรับเปลี่ยนตามที่ได้เสนอแนะ เพื่อการรักษาความเป็นเอกภาพและคุณภาพของวารสารฯ
    ผู้ที่ประสงค์จะส่งบทความมาเพื่อการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา กรุณาใช้รูปแบบการเขียนและอ้างอิง ดังต่อไปนี้
  3. รูปแบบการเขียนบทความ
    1.1 รูปแบบการพิมพ์ (Format)
    เพื่อความสะดวกในการจัดหน้าและเพื่อคงความสมบูรณ์ของเนื้อหาในต้นฉบับ ขอให้ผู้เขียนใช้รูปแบบการพิมพ์ดังต่อไปนี้
  • ต้นฉบับเป็นไฟล์ Microsoft Word (เวอร์ชั่น 97 ขึ้นไป) ความยาว 20-25 หน้ากระดาษขนาด A4
  • ใช้ตัวอักษรฟอนต์ Th SarabunPSK ขนาด 16 point ระยะห่างระหว่างบรรทัด 1 เท่า (single paragraph spacing) และจัดแนวข้อความให้ด้านหน้าและหลังเสมอกันแบบ Thai Distributed เพื่อความสะดวกในการจัดหน้า
  • มีเลขหน้ากำกับบทความ โดยวางตำแหน่งเลขหน้าที่กึ่งกลางด้านล่าง หรือมุมขวาด้านบน เพื่อความสะดวกในการอ้างอิงข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการต่อไป
  • การเว้นวรรคตอน
  • ใช้การเว้นวรรคตอนเล็ก คือ ช่องว่างมีขนาดเท่า 1 ตัวอักษร หรือ 1 เคาะ
  • สำหรับบทความภาษาไทย ไม่ใช้เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่นระหว่างคำ แต่ใช้การเว้นวรรคตอนเล็กแทน
  • สำหรับบทความภาษาไทย จำเป็นจะต้องมีข้อมูล 1. ชื่อบทความ 2. ชื่อและสังกัดของผู้เขียนบทความ (ตามฟอร์มในข้อ 1.4) 3. บทคัดย่อ 4. คำสำคัญ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    1.2 ชื่อบทความภาษาอังกฤษ
  • ผู้เขียนจะต้องตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษด้วยเพื่อความสะดวกในการค้นหาและอ้างอิง
  • ใช้ Title Case ตามรูปแบบการเขียนแบบ APA (American Psychological Association) คือ พยัญชนะตัวแรกของคำเท่านั้นที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ (uppercase) ส่วนพยัญชนะอื่นๆ ในคำเป็นตัวพิมพ์เล็ก (lowercase) ส่วนคำบุพบท เช่น of, in, on, at, to, about, toward คำนำหน้านาม เช่น a, an, the และคำสันธาน เช่น and, or, between ให้ใช้เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด ยกเว้นกรณีที่คำเหล่านี้เป็นคำเริ่มต้นชื่อเรื่อง
    1.3 บทคัดย่อและคำสำคัญ
  • บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวอย่างละไม่เกิน 300 คำกรุณาตรวจสอบความถูกต้องของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และความสอดคล้องระหว่างบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วย
  • คำสำคัญภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • ควรเป็นคำที่บ่งชี้หัวข้อหรือประเด็นที่ศึกษา กลุ่มแนวคิดทฤษฎีที่เป็นกรอบการศึกษา หรือระเบียบวิธีวิจัย (หากเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานวิจัย) อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านสืบค้นได้ง่าย
  • ผู้เขียนสามารถระบุคำสำคัญได้ไม่เกิน 5 คำ และให้ใช้เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่นคำสำคัญแต่ละคำ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    1.4 รูปแบบการเขียนข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน
  • ในต้นฉบับบทความที่ส่งมายังกองบรรณาธิการ ควรระบุชื่อผู้เขียนด้านล่างชื่อบทความ และใส่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนในเชิงอรรถท้ายหน้า
  • กรุณาเรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนบทความตามรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อไปนี้ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนที่ครบถ้วนจะเป็นประโยชน์ในการอ้างอิงและหากผู้อ่านต้องการติดต่อผู้เขียนเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 1 คน สามารถระบุเฉพาะอีเมลของผู้เขียนหลัก หรือผู้ที่ผู้อ่านสามารถติดต่อได้เพียงท่านเดียวก็ได้
  • ในกรณีเป็นบทความภาษาไทย ให้ใส่ข้อมูลผู้เขียนตามรูปแบบที่เลือก ทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    สำหรับบทความและข้อเขียนทั่วไป
    ชื่อ-นามสกุลผู้เขียน (วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุด, สถาบัน, ปีที่จบการศึกษา; อีเมล:xxxx) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง [ทางวิชาการ/อาชีพ เช่น อาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ฯลฯ] ประจำ [หน่วยงานที่สังกัด]
    สำหรับบทความและข้อเขียนจากโครงการวิจัย
    ชื่อ-นามสกุลผู้เขียน (วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุด, สถาบัน, ปีที่จบการศึกษา; อีเมล:xxxx) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง [ทางวิชาการ/อาชีพ เช่น อาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ฯลฯ] ประจำ [หน่วยงานที่สังกัด]
    บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ/ปรับปรุงจากโครงการวิจัยเรื่อง [ชื่อโครงการวิจัย] ซึ่งได้รับงบประมาณ/ทุนสนับสนุนจาก [ชื่อหน่วยงานที่ได้รับทุนสนับสนุน]
    สำหรับบทความจากวิทยานิพนธ์
    ชื่อ-นามสกุลผู้เขียนหลัก (วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุด, สถาบัน, ปีที่จบการศึกษา; อีเมล:xxxx) และ ชื่อ-นามสกุลผู้เขียนร่วม (วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุด, สถาบัน, ปีที่จบการศึกษา) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง [ทางวิชาการ/อาชีพ เช่น อาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ฯลฯ] ประจำ [หน่วยงานที่สังกัด]
    บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ/ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์เรื่อง [ชื่อวิทยานิพนธ์] ของ [ชื่อผู้เขียนหลัก] ซึ่ง [ชื่อผู้เขียนรอง] เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา [อาจใส่รายละเอียดอื่นๆ เช่น ผลการประเมินการสอบวิทยานิพนธ์ การได้รับทุนสนับสนุน หรือรางวัลอื่นๆ ตามสมควร]
    1.5 การเขียนหัวข้อ (Headings)
  • หัวข้อหลัก (Heading) กรุณาพิมพ์ด้วยอักษรตัวเข้ม (bold) และชิดแนวพิมพ์ด้านซ้าย
  • หัวข้อรอง (Sub-heading) ผู้เขียนสามารถเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อไปนี้ เช่น การย่อหน้า ขีดเส้นใต้หัวข้อย่อย กำกับด้วยตัวเลขหรือตัวอักษรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือสลับกันระหว่างตัวอักษรกับตัวเลขก็ได้ แต่ต้องใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งบทความ

1.6 การเขียนคำอธิบายภาพประกอบและตาราง (Captions)

  • ตาราง แผนภูมิ รูปภาพ แผนที่ กราฟ หรือการนำเสนอข้อมูลด้วยภาพในรูปแบบอื่นๆ ต้องมีคำอธิบายประกอบ โดยระบุลำดับภาพเป็นตัวเลข ตามด้วยคำอธิบายที่พิมพ์ตัวหนา และวางคำอธิบาย (caption) ไว้เหนือภาพ ชิดแนวพิมพ์ด้านซ้าย
  • ระบุที่มาของข้อมูลด้านล่างภาพ โดยใช้ว่า ที่มา: (อ้างอิงแหล่งข้อมูลตามหลักการอ้างอิง)
  • ผู้เขียนควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ตาราง แผนภูมิ กราฟ มีเนื้อหาครบถ้วนและถูกต้อง หากเป็นแผนภูมิที่ผู้เขียนสร้างขึ้นเอง ควรจัดกลุ่มรูปร่างหรือวัตถุ (group) หรือแปลงแผนภูมิเป็นไฟล์ภาพ (.jpeg หรือ .tif) เพื่อให้มีเนื้อหาสมบูรณ์ ไม่มีส่วนใดขาดหายหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการบรรณาธิกรณ์ต้นฉบับหรือตีพิมพ์
  • ภาพต้องมีความละเอียดสูง (300 dpi ขึ้นไป) และควรเป็นไฟล์ .jpeg หรือ .tif เพื่อให้สามารถเห็นได้ชัดเจนเมื่อตีพิมพ์
  1. 2. รูปแบบการอ้างอิง
    วารสารการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาใช้รูปแบบ APA ทั้งการอ้างอิงในเนื้อหาและการอ้างอิงท้ายบทความผู้เขียนสามารถศึกษารายละเอียดรูปแบบการอ้างอิงแบบ APA ได้ที่เว็บไซต์ www.apastyle.org

2.1 การอ้างอิงในเนื้อหา (In-text citations)

  • ใช้การอ้างอิงแบบนาม-ปี (author-date) ตามรูปแบบ APA
  • ชื่อหนังสือ วรรณกรรม ภาพยนตร์ โสตทัศน์วัสดุ (audio-visual materials) ให้พิมพ์ชื่อด้วยตัวเอน ตามด้วยวงเล็บปีพ.ศ.หรือค.ศ.ของผลงานดังกล่าวหากจำเป็น หากเป็นชื่อภาษาอังกฤษ ให้ใช้รูปแบบ Title Case
  • ชื่อบทความให้อยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ พร้อมทั้งใช้รูปแบบการอ้างอิงที่ถูกต้อง หากเป็นชื่อภาษาอังกฤษ ให้ใช้รูปแบบ Title Case
  • ชื่อผู้แต่งภาษาต่างประเทศให้เลือกแบบใดแบบหนึ่งดังต่อไปนี้ และใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งบทความ
    ก.ระบุชื่อภาษาต่างประเทศในบทความ โดยจะใช้ทั้งชื่อและนามสกุล หรือเฉพาะนามสกุลก็ได้ ตามด้วยวงเล็บปีที่พิมพ์ และเลขหน้าหากจำเป็น เช่น Stuart Hall (1997: 23)
    ข. ระบุชื่อเป็นภาษาไทยในเนื้อความ ตามด้วยชื่อภาษาต่างประเทศและปีที่พิมพ์ในวงเล็บ แต่ผู้เขียนต้องตรวจสอบว่า เป็นการแปลชื่อภาษาไทยที่ถูกต้องและใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น สจ๊วต ฮอลล์ (Stuart Hall, 1997: 23)
    2.2 รายการอ้างอิงท้ายบทความ (Reference list)
    สำหรับบทความภาษาไทย ต้องมีรายการอ้างอิงแบบ 2 ภาษา เริ่มจากรายการอ้างอิงภาษาดั้งเดิม ได้แก่ ภาษาไทย ตามด้วยภาษาอังกฤษ และ/หรือภาษาต่างประเทศอื่น
  1. 3. การตรวจ แก้ไข และให้ความเห็นในไฟล์ต้นฉบับบทความ
    นอกจากผลการประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ในบางกรณี ผู้เขียนอาจได้รับไฟล์ต้นฉบับที่มีการแก้ไขแนบกลับไปด้วย กองบรรณาธิการจะเรียบเรียงข้อความใหม่ พิสูจน์อักษร และนำความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิมาใส่กำกับในไฟล์ต้นฉบับบทความ โดยใช้ฟังก์ชั่น “การติดตามการเปลี่ยนแปลง” (Track Changes) ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานในโปรแกรม Microsoft Word จากนั้นจึงส่งต้นฉบับกลับไปให้ผู้เขียนพิจารณา และขอให้แก้ไขบนไฟล์ที่แก้ไขแล้วดังกล่าว
    ดังนั้น เมื่อได้รับไฟล์ต้นฉบับจากกองบรรณาธิการกลับไปพร้อมผลการประเมิน ผู้เขียนควรใช้ฟังก์ชั่น Track Changes เพื่อตรวจสอบว่ามีการแก้ไขต้นฉบับและให้ความเห็นเพิ่มเติมในจุดใดบ้าง เพื่อทำให้การปรับปรุงบทความเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบถ้วน และรวดเร็วยิ่งขึ้น

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Share on linkedin
LinkedIn

ขอคำปรึกษา

Tag : การทำ is จ้างทำ is จ้างทำวิจัย จ้างทำวิทยานิพนธ์ จ้างทํางานวิจัย จ้างทําวิจัย ป.ตรี ราคา จ้างทําวิจัยราคา จ้างทําวิจัยราคาประหยัด จ้างทําวิจัย ราคาเท่าไหร่ จ้างทําวิทยานิพนธ์ จ้างทําวิทยานิพนธ์ราคา จ้างวิจัย ทําวิทยานิพนธ์ ทำงานวิจัย ทำงานวิทยานิพนธ์ บริการรับทำวิจัย รับจัดหน้าวิทยานิพนธ์ รับจ้างทำ is รับจ้างทํางานวิจัย ราคาถูก รับจ้างทํารายงาน รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ ราคาถูก รับจ้างเขียนรายงาน รับทำ is รับทำ powerpoint รับทำ spss รับทำ thesis รับทำดุษฎีนิพนธ์ รับทำวิจัย รับทำวิจัยราคาถูก รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำสารนิพนธ์ รับทำแบบสอบถาม รับทำโปรเจคจบ รับทํา thesis รับทํางานวิจัย รับทําปริญญานิพนธ์ รับทํารายงาน รับทําวิจัย ป.ตรี รับทําวิทยานิพนธ์ รับทําวิทยานิพนธ์ ป.โท รับทําวิทยานิพนธ์ ราคา รับทําวิทยานิพนธ์ราคาเท่าไหร่ รับทํา สารนิพนธ์ รับแปลงานวิจัย ราคารับทำวิทยานิพนธ์ วิจัย

Table of Contents

On Key

Related Posts

อาจารย์กับการทำงานวิจัย สู่การต่อยอดด้านการสอน
“ณ วันนี้งานวิจัยถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดด้านการศึกษา อาจารย์ผู้สอนจึงต้องทำวิจัยให้มากเพื่อให้การสอนมีความแปลกใหม่และหลากหลาย”

การศึกษาในระดับปริญญาโทนั้น ยังมีหลายๆ คนสงสัยในการเลือกเรียนระหว่างแผน ก กับ แผน ข ซึ่งไม่เข้าใจว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

และแผนไหนจะตรงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการของเรา ดังนั้นเราขอนำความเห็นจากหลายๆ แหล่งมาประมวลมาให้อ่านกัน ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางให้ได้ตัดสินใจกันและหวังว่าคงมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อย และสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ก่อนว่า “เราจะเรียนต่อในระดับปริญญาโททำไม? เรียนเพื่อไปทำอะไร?” แผน ก (ทำวิทยานิพนธ์) และ แผน ข (การค้นคว้าอิสระ)หลักสูตรในแผน ก เป็นหลักสูตรที่มีการทำงานวิจัยเป็น “วิทยานิพนธ์” (12 หน่วยกิต)โดยมุ่งเน้นทักษะการทำวิจัยเต็มรูป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนางานในหน้าที่ และเพื่อเตรียมตัวสำหรับการศึกษาต่อ ในระดับสูงขึ้นหรือปริญญาเอก (ดร.) ในโอกาสต่อไป

การจ้างทำวิทยานิพนธ์ไม่ได้แปลว่า “โง่”

บทความนี้คุณอาจตกใจนิดหน่อยกับคำว่า “โง่” แต่ขอบอกเลยว่าเมื่ออ่านบทความนี้คุณจะเข้าใจว่าทำไมคนที่จ้างทำวิทยานิพนธ์ หรือว่าจ้างทำวิจัยอื่นๆ ถึงไม่ได้โง่ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณลองตอบคำถามที่เราจะถามต่อไปนี้สัก 2-3 ข้อ  เรามาเริ่มตอบคำถามเหล่านี้ทีละข้อกันดีกว่า เพื่อพิสูจน์ว่าคนจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น ไม่ได้โง่ !!! 1. ใบปริญญาบัตรที่ได้นั้นจากการศึกษานั้น ได้จากการทำงานวิจัยอย่างเดียวใช่หรือไม่? ในการจบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย โดยได้รับใบปริญญาบัตรและได้สวมชุดครุยนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ thesis เพียงอย่างเดียว ในการเรียนมหาวิทยาลัยมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องเชื่อมโยงกันจึงจะสามารถจบจากรั้วมหาวิทยาลัยได้  ไม่ว่าจะเป็นการจบชั้นปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก นักศึกษาทุกคนต้องเข้าคลาสเพื่อเรียนเอาความรู้ไปใช้ในการสอบ ในการจะจบปริญญาท่านต้องสามารถเข้าใจเนื้อหา และสอบผ่าน ท่านต้องผ่านกระบวนการเหล่านี้มาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะได้ทำ thesis หากท่านไม่สามารถสอบผ่านไม่เข้าใจบทเรียนท่านคนถูกรีไทร์ออกไปนานแล้วใช่หรือไม่ 2. หากผู้ว่าจ้างบริษัทรับทำวิจัยไม่ตรวจสอบผลงานวิจัย จะสามารถตอบคำถามอาจารย์ที่ปรึกษา และผ่าน thesis ได้ไหม?

3 ขั้นตอน วิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย

ในบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย บอกเล่าถึงลำดับขั้นตอนในการทำงาน และปัญหาเบื้องต้นที่อาจจะพบเจอในระหว่างทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัยให้เข้าใจง่ายขึ้น “รวบรวม, จำแนก, วิเคราะห์” ลำดับขั้นตอนทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย 1. รวบรวม โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการออกไปลงพื้นที่เพื่อทำการสอบถามกลุ่มตัวอย่างประชากรที่ได้กำหนดคุณลักษณะไว้ให้ทำแบบสอบถามงานวิจัย และนำมาทำการตรวจสอบว่ากลุ่มประชากรได้ทำการตอบคำถามครบถ้วนหรือ จำนวนประชากรได้ทำการตอบคำถามครบตามจำนวนที่กำหนดไว้หรือไม่  เพราะถ้าหากตอบคำถามแบบสอบถามงานวิจัยไม่ครอบถ้วนและไม่ตรงตามจำนวนประชากรที่กำหนดจะส่งผลทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลคาดเคลื่อน ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่สามารถตอบคำถามที่ตั้งสมมติฐานไว้ได้อย่างถูกต้องและชัดเจน 2. จำแนก เมื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเป็นขั้นตอนของการคีย์ข้อมูลลงในโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ SPSS เพื่อทำการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการตอบคำถามในแบบสอบถามงานวิจัย โดยการกำหนดการตั้งค่ารหัสข้อมูลที่ใช้ในการแทนผลต่างๆ ออกมาในรูปแบบสถิติที่ทำการวิเคราะห์ในการทำงานวิจัยนั้นๆ  3. วิเคราะห์ ทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัยออกมาในรูปแบบข้อมูลทางสถิติตามที่กำหนดไว้ในเนื้อหางานวิจัย โดยทำการแปรผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับเพื่อทำการเรียบเรียงเนื้อหาที่จะใช้นำเสนองานวิจัย และใช้ตอบคำถามในการทำงานวิจัย