การวิจัยเชิงปริมาณ นิยมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

การวิจัยเชิงปริมาณ นิยมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. การวิจัยเชิงทดลองและกึ่งทดลอง
  2. การวิจัยที่ไม่ทดลอง
    การวิจัยเชิงทดลอง
    การวิจัยแบบนี้เป็นการวิจัยที่จะหาความจริงใหม่เมื่อมีการควบคุมตัวแปรและเป็นความ
    พยายามหาความสัมพันธ์ของเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดผลอีกอย่างหนึ่ง การวิจัยเชิงการทดลอง จึงเป็นการ
    เปรียบเทียบผลของกลุ่มทดลองกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่มที่มีการปฏิบัติเงื่อนไขต่าง ๆ กับกลุ่มควบคุม
    กลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่มว่ามีผลแตกต่างกันหรือไม่เพียงใด
    การวิจัยเชิงการทดลองมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ
  3. การควบคุม (control) การควบคุมในการทดลองนั้นมีจุดประสงค์ ดังนี้
  • เพื่อให้เกิดผลสูงสุด ซึ่งเนื่องจากตัวแปรที่ทดลอง
  • เพื่อขจัดผลจากตัวแปรที่ไม่ต้องการจะทดลอง
  • เพื่อขจัดความคลาดเคลื่อนของการทดลองประเภทต่าง ๆ
  1. การจัดกระทำตัวแปร คือ การจัดกระทำกับตัวแปรที่ต้องการทดลองและควบคุมตัวแปรที่
    ไม่ต้องการทดลอง
  2. แบบแผนการทดลองจะต้องมีความเที่ยงตรง ในการเลือกแบบแผนการทดลอง (experimental
    design) เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากมีความเที่ยงตรงผลการทดลองก็จะถูกต้อง ความเที่ยงตรงในการ
    ทดลองมีอยู่ 2 ชนิด คือ ความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอก
    ก. ความเที่ยงตรงภายใน (internal validity) หมายถึง การที่จะลงสรุปตัวแปรอิสระว่าทำให้
    เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรตาม จะต้องมั่นใจว่าไม่มีตัวแปรอื่น ๆ นอกจากตัวแปรอิสระที่ทำให้ตัวแปร
    ตามเกิดการเปลี่ยนแปลง
    ข. ความเที่ยงตรงภายนอก (external validity) หมายถึง ผลของการทดลองนั้นสามารถอธิบาย
    ทำนายและควบคุม ตามความหมายทางวิทยาศาสตร์ได้มากน้อยเพียงใด ผลการทดลองที่เป็นจริงและ
    สามารถสืบอ้างไปสู่มวลประชากรได้
    ในการวิจัยเชิงการทดลองจะมีลักษณะสำคัญ 3 ประการข้างต้นนั้นได้ ผู้วิจัยต้องออกแบบ
    แผนการทดลอง
    การวิจัยที่ไม่ทดลอง
    การวิจัยที่ไม่ทดลองที่นิยมกัน มีดังนี้
  3. การวิจัยเชิงสำรวจ เป็นการศึกษาแบบสำรวจเป็นวิธีการรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหา
    ต่าง ๆ ทำให้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ที่เป็นจริงในปัจจุบันและนำผลที่ได้จากการศึกษาไปวางแผนงาน
    ช่วยแก้ปัญหาหรือปรับปรุงสภาพนั้น ๆ ให้ดีขึ้น การสำรวจอาจจะทำในวงกว้างหรือในลักษณะวงจำกัด
    ก็ได้ เช่น อาจสำรวจทั่วประเทศหรือเป็นภาค จังหวัด อำเภอหรือเฉพาะโรงเรียนก็ได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น ดังนี้
    1.1 การสำรวจโรงเรียน
    1.2 การวิเคราะห์งาน
    1.3 การวิเคราะห์เอกสาร
    1.4 การสำรวจชุมชน
  4. การศึกษาความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เป็นการศึกษาในรูปแบบหาความสัมพันธ์หรืออาจ
    เป็นการวิจัยที่หาสาเหตุของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วหาความสัมพันธ์ของปรากฎการณ์และพฤติกรรม
    เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้
    2.1 การศึกษารายกรณี
    2.2 การศึกษาเปรียบเทียบสิ่งที่เกี่ยวข้อง
    2.3 การศึกษาแบบสหสัมพันธ์
  5. การศึกษาพัฒนาการ แบ่งออกได้ดังนี้
    3.1 การศึกษาความเจริญเติบโต
    3.2 การศึกษาแนวโน้ม
    การวิจัยเชิงคุณภาพ
    การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการศึกษาวิจัยที่เน้นการเข้าใจปรากฎการณ์ การตีความหมายของโลก
    หรือสิ่งที่ต้องการศึกษา ด้วยวิธีการศึกษาและเครื่องมือในการเก็บข้อมูลที่หลากหลาย โดยมีเครื่องมือ
    ที่สำคัญ คือ ผู้วิจัย การวิจัยนี้มีการออกแบบที่ยืดหยุ่น การวิเคราะห์ข้อมูล และการเก็บข้อมูลเป็นกระบวนการ
    ที่สามารถดำเนินไปพร้อมกันในภาคสนาม การวิเคราะห์เริ่มจากการพิจารณาข้อมูลเชิงประจักษ์
    จนมองเห็นมโนทัศน์หรือแนวคิดที่มีความหมายจากข้อมูลและเห็นความเชื่อมโยงของข้อมูล จนสามารถ
    สรุปเป็นคำอธิบาย แนวคิด หรือทฤษฎี เพื่อทำความเข้าใจความหมายตามปรากฎการณ์ในทัศนะของผู้ที่
    ถูกศึกษา โดยมีจุดยืนอยู่บนบริบทของปรากฎการณ์หรือของผู้ที่ถูกศึกษาเหล่านั้น ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
    ขั้นตอนหนึ่งในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การเก็บข้อมูลให้ได้ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการศึกษามากที่สุดและ
    น่าเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งมีหลายวิธีการ เทคนิควิธีการเก็บข้อมูลที่นิยมใช้กันมากและมีประสิทธิภาพ คือ
    การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participant observation) การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) และการ
    สนทนากลุ่ม (focus group discussion)
    การสังเกตแบบมีส่วนร่วม หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
    พร้อมกันในการรวบรวมข้อมูล โดยต้องเข้าไปอยู่และปฏิบัติตนให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ต้องการ
    ศึกษา
    การสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพที่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป
    เช่น การสัมภาษณ์เจาะลึก การสัมภาษณ์ลุ่มลึก การสัมภาษณ์แนวลึก เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการรวบรวมข้อมูล
    โดยไม่ใช้แบบสอบถาม จะมีแนวของข้อคำถามให้ผู้สัมภาษณ์เป็นผู้ถามผู้ให้สัมภาษณ์ในลักษณะการ
    เจาะลึกและต้องอาศัยความสามารถพิเศษของผู้สัมภาษณ์ในการค้นหารายละเอียดในประเด็นที่ศึกษา

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Share on linkedin
LinkedIn

ขอคำปรึกษา

Tag : การทำ is จ้างทำ is จ้างทำวิจัย จ้างทำวิทยานิพนธ์ จ้างทํางานวิจัย จ้างทําวิจัย ป.ตรี ราคา จ้างทําวิจัยราคา จ้างทําวิจัยราคาประหยัด จ้างทําวิจัย ราคาเท่าไหร่ จ้างทําวิทยานิพนธ์ จ้างทําวิทยานิพนธ์ราคา จ้างวิจัย ทําวิทยานิพนธ์ ทำงานวิจัย ทำงานวิทยานิพนธ์ บริการรับทำวิจัย รับจัดหน้าวิทยานิพนธ์ รับจ้างทำ is รับจ้างทํางานวิจัย ราคาถูก รับจ้างทํารายงาน รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ ราคาถูก รับจ้างเขียนรายงาน รับทำ is รับทำ powerpoint รับทำ spss รับทำ thesis รับทำดุษฎีนิพนธ์ รับทำวิจัย รับทำวิจัยราคาถูก รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำสารนิพนธ์ รับทำแบบสอบถาม รับทำโปรเจคจบ รับทํา thesis รับทํางานวิจัย รับทําปริญญานิพนธ์ รับทํารายงาน รับทําวิจัย ป.ตรี รับทําวิทยานิพนธ์ รับทําวิทยานิพนธ์ ป.โท รับทําวิทยานิพนธ์ ราคา รับทําวิทยานิพนธ์ราคาเท่าไหร่ รับทํา สารนิพนธ์ รับแปลงานวิจัย ราคารับทำวิทยานิพนธ์ วิจัย

Table of Contents

On Key

Related Posts

อาจารย์กับการทำงานวิจัย สู่การต่อยอดด้านการสอน
“ณ วันนี้งานวิจัยถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดด้านการศึกษา อาจารย์ผู้สอนจึงต้องทำวิจัยให้มากเพื่อให้การสอนมีความแปลกใหม่และหลากหลาย”

การศึกษาในระดับปริญญาโทนั้น ยังมีหลายๆ คนสงสัยในการเลือกเรียนระหว่างแผน ก กับ แผน ข ซึ่งไม่เข้าใจว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

และแผนไหนจะตรงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการของเรา ดังนั้นเราขอนำความเห็นจากหลายๆ แหล่งมาประมวลมาให้อ่านกัน ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางให้ได้ตัดสินใจกันและหวังว่าคงมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อย และสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ก่อนว่า “เราจะเรียนต่อในระดับปริญญาโททำไม? เรียนเพื่อไปทำอะไร?” แผน ก (ทำวิทยานิพนธ์) และ แผน ข (การค้นคว้าอิสระ)หลักสูตรในแผน ก เป็นหลักสูตรที่มีการทำงานวิจัยเป็น “วิทยานิพนธ์” (12 หน่วยกิต)โดยมุ่งเน้นทักษะการทำวิจัยเต็มรูป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนางานในหน้าที่ และเพื่อเตรียมตัวสำหรับการศึกษาต่อ ในระดับสูงขึ้นหรือปริญญาเอก (ดร.) ในโอกาสต่อไป

การจ้างทำวิทยานิพนธ์ไม่ได้แปลว่า “โง่”

บทความนี้คุณอาจตกใจนิดหน่อยกับคำว่า “โง่” แต่ขอบอกเลยว่าเมื่ออ่านบทความนี้คุณจะเข้าใจว่าทำไมคนที่จ้างทำวิทยานิพนธ์ หรือว่าจ้างทำวิจัยอื่นๆ ถึงไม่ได้โง่ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณลองตอบคำถามที่เราจะถามต่อไปนี้สัก 2-3 ข้อ  เรามาเริ่มตอบคำถามเหล่านี้ทีละข้อกันดีกว่า เพื่อพิสูจน์ว่าคนจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น ไม่ได้โง่ !!! 1. ใบปริญญาบัตรที่ได้นั้นจากการศึกษานั้น ได้จากการทำงานวิจัยอย่างเดียวใช่หรือไม่? ในการจบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย โดยได้รับใบปริญญาบัตรและได้สวมชุดครุยนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ thesis เพียงอย่างเดียว ในการเรียนมหาวิทยาลัยมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องเชื่อมโยงกันจึงจะสามารถจบจากรั้วมหาวิทยาลัยได้  ไม่ว่าจะเป็นการจบชั้นปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก นักศึกษาทุกคนต้องเข้าคลาสเพื่อเรียนเอาความรู้ไปใช้ในการสอบ ในการจะจบปริญญาท่านต้องสามารถเข้าใจเนื้อหา และสอบผ่าน ท่านต้องผ่านกระบวนการเหล่านี้มาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะได้ทำ thesis หากท่านไม่สามารถสอบผ่านไม่เข้าใจบทเรียนท่านคนถูกรีไทร์ออกไปนานแล้วใช่หรือไม่ 2. หากผู้ว่าจ้างบริษัทรับทำวิจัยไม่ตรวจสอบผลงานวิจัย จะสามารถตอบคำถามอาจารย์ที่ปรึกษา และผ่าน thesis ได้ไหม?

3 ขั้นตอน วิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย

ในบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย บอกเล่าถึงลำดับขั้นตอนในการทำงาน และปัญหาเบื้องต้นที่อาจจะพบเจอในระหว่างทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัยให้เข้าใจง่ายขึ้น “รวบรวม, จำแนก, วิเคราะห์” ลำดับขั้นตอนทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัย 1. รวบรวม โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการออกไปลงพื้นที่เพื่อทำการสอบถามกลุ่มตัวอย่างประชากรที่ได้กำหนดคุณลักษณะไว้ให้ทำแบบสอบถามงานวิจัย และนำมาทำการตรวจสอบว่ากลุ่มประชากรได้ทำการตอบคำถามครบถ้วนหรือ จำนวนประชากรได้ทำการตอบคำถามครบตามจำนวนที่กำหนดไว้หรือไม่  เพราะถ้าหากตอบคำถามแบบสอบถามงานวิจัยไม่ครอบถ้วนและไม่ตรงตามจำนวนประชากรที่กำหนดจะส่งผลทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลคาดเคลื่อน ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่สามารถตอบคำถามที่ตั้งสมมติฐานไว้ได้อย่างถูกต้องและชัดเจน 2. จำแนก เมื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเป็นขั้นตอนของการคีย์ข้อมูลลงในโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ SPSS เพื่อทำการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการตอบคำถามในแบบสอบถามงานวิจัย โดยการกำหนดการตั้งค่ารหัสข้อมูลที่ใช้ในการแทนผลต่างๆ ออกมาในรูปแบบสถิติที่ทำการวิเคราะห์ในการทำงานวิจัยนั้นๆ  3. วิเคราะห์ ทำการวิเคราะห์แบบสอบถามงานวิจัยออกมาในรูปแบบข้อมูลทางสถิติตามที่กำหนดไว้ในเนื้อหางานวิจัย โดยทำการแปรผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับเพื่อทำการเรียบเรียงเนื้อหาที่จะใช้นำเสนองานวิจัย และใช้ตอบคำถามในการทำงานวิจัย